เลือกแบบไหนดี? Freehold หรือ Leasehold สำหรับชาวต่างชาติและนักลงทุน
การลงทุนในคอนโดมิเนียมในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับชาวต่างชาติ มีเรื่องสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับ สิทธิ์การถือครอง เพราะกฎหมายไทยไม่ได้อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินโดยตรง แม้คอนโดจะถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง Freehold และ Leasehold แบบง่ายที่สุด พร้อมตัวอย่างจริงและแนวทางการลงทุนที่คุ้มค่า
1. ทำไมเรื่องสิทธิ์การถือครองสำคัญสำหรับชาวต่างชาติ
หลายคนที่มองหาคอนโดในไทยอาจคิดว่า “ซื้อแล้วก็ถือครองเหมือนคนไทยได้เลย” แต่ความจริงมีข้อจำกัดดังนี้
- คอนโดชาวต่างชาติถือครองได้สูงสุด 49% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดในโครงการ
ตัวอย่าง: โครงการมี 200 ยูนิต ชาวต่างชาติซื้อได้ไม่เกิน 98 ยูนิต
- ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินเองได้
แต่คอนโดมิเนียมเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด จึงสามารถซื้อได้ตามกฎหมาย (ขึ้นกับจำนวนโควต้า)
ทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ์การถือครองจะช่วยให้คุณเลือกคอนโดได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงเรื่องกฎหมาย และวางแผนการลงทุนได้ชัดเจน
2. Freehold – สิทธิ์การถือครองแบบถาวร
Freehold คือสิทธิ์การถือครองแบบถาวร สำหรับคอนโด หมายถึงคุณเป็นเจ้าของ ยูนิตนั้นโดยสมบูรณ์ สามารถขาย, โอน, หรือมอบให้ทายาทได้
ข้อดีของ Freehold
- เป็นเจ้าของถาวร ไม่ต้องต่อสัญญา
- สามารถขายต่อได้ง่าย ราคามักสูงกว่า Leasehold
- นักลงทุนปล่อยเช่ามักเลือก Freehold เพราะผู้เช่ารู้สึกมั่นคง
ข้อจำกัด
- ราคาเริ่มต้นสูงกว่า Leasehold
- จำกัดจำนวนยูนิตสำหรับชาวต่างชาติ (ไม่เกิน 49%)
ตัวอย่างการลงทุน Freehold
สมมติซื้อคอนโด 3 ล้าน พร้อมโครงการการันตีค่าเช่า 5% ต่อปี
- รายได้ค่าเช่า = 3,000,000 x 5% = 150,000 บาท/ปี
- หากมูลค่าคอนโดเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี (Capital Gain) = 150,000 บาท/ปี
- รวมรายได้ = 150,000 + 150,000 = 300,000 บาท/ปี
นี่คือเหตุผลที่ Freehold เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนระยะยาว
Leasehold – สิทธิ์การถือครองแบบเช่า
Leasehold คือการถือครองแบบสัญญาเช่า มักจะอยู่ระหว่าง 30–50 ปี ขึ้นอยู่กับโครงการ
ข้อดีของ Leasehold
- ราคาซื้อถูกกว่า Freehold
- เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการทำเลดี แต่มีงบจำกัด
- สามารถลงทุนปล่อยเช่าระยะสั้นหรือ Long-term ได้
ข้อจำกัด
- ไม่เป็นเจ้าของถาวร ต้องต่อสัญญา
- ขายต่อยากกว่าคอนโด Freehold
- Capital Gain มักต่ำกว่า เพราะผู้ซื้อใหม่ต้องต่อสัญญาเช่า
ตัวอย่าง Leasehold
สมมติซื้อคอนโดเช่า 2.5 ล้าน สัญญาเช่า 30 ปี
- รายได้ค่าเช่า 5% ต่อปี = 125,000 บาท/ปี
- เมื่อสิ้นสุดสัญญา ราคายูนิตจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการต่อสัญญาและความต้องการตลาด
- การวางแผนลงทุนต้องคำนึงถึงช่วงสัญญาและความต้องการผู้เช่า
คำแนะนำ:
- ถ้าเน้น การลงทุนระยะยาวและถือครองถาวร → Freehold
- ถ้าเน้น ทำเลดีแต่มีงบจำกัด → Leasehold
เคล็ดลับสำหรับชาวต่างชาติก่อนซื้อคอนโดในไทย
- ตรวจสอบโควต้าชาวต่างชาติในโครงการ
เลือกคอนโดที่ยังมียูนิต Freehold เหลือสำหรับชาวต่างชาติ
- พิจารณา Leasehold ถ้าเน้นทำเลทอง
เช่น ริมชายหาด, ใกล้รถไฟฟ้า, หรือโครงการแบรนด์ดัง
- ศึกษากฎหมายและสัญญาให้ละเอียด
เช่น การต่อสัญญาเช่า, สิทธิ์การขายต่อ, เงื่อนไขการโอน
- คำนวณ ROI และ Yield
- ROI = (รายได้รวม – ต้นทุนลงทุน) ÷ ต้นทุนลงทุน
- Yield = รายได้จากค่าเช่า ÷ ราคาซื้อ
- เช็กค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- ค่าส่วนกลาง (CAM Fee)
- ภาษีอสังหาริมทรัพย์
- ค่าธรรมเนียมโอน
ตัวอย่างการคำนวณ Freehold vs Leasehold
Freehold:
- ราคาซื้อ: 3,500,000 บาท
- ค่าเช่า: 6% ต่อปี → 210,000 บาท/ปี
- Capital Gain 5% ต่อปี → 175,000 บาท/ปี
- รวมรายได้ต่อปี = 210,000 + 175,000 = 385,000 บาท
- ROI ประมาณ 11% ต่อปี
Leasehold:
- ราคาซื้อ: 2,800,000 บาท
- ค่าเช่า: 5% ต่อปี → 140,000 บาท/ปี
- Capital Gain 3% ต่อปี → 84,000 บาท/ปี
- รวมรายได้ต่อปี = 224,000 บาท
- ROI ประมาณ 8% ต่อปี
จะเห็นว่า Freehold ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ Leasehold เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีงบจำกัด
สรุป
- Freehold = เป็นเจ้าของถาวร, ROI สูง, ขายต่อสะดวก
- Leasehold = ราคาถูก, เหมาะกับทำเลดีแต่งบจำกัด, ต้องต่อสัญญา
- นักลงทุนต่างชาติควรพิจารณาทั้ง งบประมาณ, ทำเล, และระยะเวลาถือครอง
- การคำนวณ Yield, ROI และ Cash Flow เป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อ
- เข้าใจสิทธิ์การถือครอง = ลดความเสี่ยง + ลงทุนคุ้มค่า