เลือกแบบไหนดี? Freehold หรือ Leasehold สำหรับชาวต่างชาติและนักลงทุน

post date  โพสต์เมื่อ 26 พ.ย. 2568   view 12
article

เลือกแบบไหนดี? Freehold หรือ Leasehold สำหรับชาวต่างชาติและนักลงทุน

การลงทุนในคอนโดมิเนียมในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับชาวต่างชาติ มีเรื่องสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับ สิทธิ์การถือครอง เพราะกฎหมายไทยไม่ได้อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินโดยตรง แม้คอนโดจะถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง Freehold และ Leasehold แบบง่ายที่สุด พร้อมตัวอย่างจริงและแนวทางการลงทุนที่คุ้มค่า

1. ทำไมเรื่องสิทธิ์การถือครองสำคัญสำหรับชาวต่างชาติ

หลายคนที่มองหาคอนโดในไทยอาจคิดว่า “ซื้อแล้วก็ถือครองเหมือนคนไทยได้เลย” แต่ความจริงมีข้อจำกัดดังนี้

  • คอนโดชาวต่างชาติถือครองได้สูงสุด 49% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดในโครงการ
    ตัวอย่าง: โครงการมี 200 ยูนิต ชาวต่างชาติซื้อได้ไม่เกิน 98 ยูนิต
     
  • ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินเองได้
    แต่คอนโดมิเนียมเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด จึงสามารถซื้อได้ตามกฎหมาย (ขึ้นกับจำนวนโควต้า)
     

ทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ์การถือครองจะช่วยให้คุณเลือกคอนโดได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงเรื่องกฎหมาย และวางแผนการลงทุนได้ชัดเจน

2. Freehold – สิทธิ์การถือครองแบบถาวร

Freehold คือสิทธิ์การถือครองแบบถาวร สำหรับคอนโด หมายถึงคุณเป็นเจ้าของ ยูนิตนั้นโดยสมบูรณ์ สามารถขาย, โอน, หรือมอบให้ทายาทได้

ข้อดีของ Freehold

  • เป็นเจ้าของถาวร ไม่ต้องต่อสัญญา
     
  • สามารถขายต่อได้ง่าย ราคามักสูงกว่า Leasehold
     
  • นักลงทุนปล่อยเช่ามักเลือก Freehold เพราะผู้เช่ารู้สึกมั่นคง
     

ข้อจำกัด

  • ราคาเริ่มต้นสูงกว่า Leasehold
     
  • จำกัดจำนวนยูนิตสำหรับชาวต่างชาติ (ไม่เกิน 49%)
     

ตัวอย่างการลงทุน Freehold

สมมติซื้อคอนโด 3 ล้าน พร้อมโครงการการันตีค่าเช่า 5% ต่อปี

  • รายได้ค่าเช่า = 3,000,000 x 5% = 150,000 บาท/ปี
     
  • หากมูลค่าคอนโดเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี (Capital Gain) = 150,000 บาท/ปี
     
  • รวมรายได้ = 150,000 + 150,000 = 300,000 บาท/ปี
     

นี่คือเหตุผลที่ Freehold เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนระยะยาว

Leasehold – สิทธิ์การถือครองแบบเช่า

Leasehold คือการถือครองแบบสัญญาเช่า มักจะอยู่ระหว่าง 30–50 ปี ขึ้นอยู่กับโครงการ

ข้อดีของ Leasehold

  • ราคาซื้อถูกกว่า Freehold
     
  • เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการทำเลดี แต่มีงบจำกัด
     
  • สามารถลงทุนปล่อยเช่าระยะสั้นหรือ Long-term ได้
     

ข้อจำกัด

  • ไม่เป็นเจ้าของถาวร ต้องต่อสัญญา
     
  • ขายต่อยากกว่าคอนโด Freehold
     
  • Capital Gain มักต่ำกว่า เพราะผู้ซื้อใหม่ต้องต่อสัญญาเช่า
     

ตัวอย่าง Leasehold

สมมติซื้อคอนโดเช่า 2.5 ล้าน สัญญาเช่า 30 ปี

  • รายได้ค่าเช่า 5% ต่อปี = 125,000 บาท/ปี
     
  • เมื่อสิ้นสุดสัญญา ราคายูนิตจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการต่อสัญญาและความต้องการตลาด
     
  • การวางแผนลงทุนต้องคำนึงถึงช่วงสัญญาและความต้องการผู้เช่า

คำแนะนำ:

  • ถ้าเน้น การลงทุนระยะยาวและถือครองถาวร → Freehold
     
  • ถ้าเน้น ทำเลดีแต่มีงบจำกัด → Leasehold

เคล็ดลับสำหรับชาวต่างชาติก่อนซื้อคอนโดในไทย

  1. ตรวจสอบโควต้าชาวต่างชาติในโครงการ
    เลือกคอนโดที่ยังมียูนิต Freehold เหลือสำหรับชาวต่างชาติ
     
  2. พิจารณา Leasehold ถ้าเน้นทำเลทอง
    เช่น ริมชายหาด, ใกล้รถไฟฟ้า, หรือโครงการแบรนด์ดัง
     
  3. ศึกษากฎหมายและสัญญาให้ละเอียด
    เช่น การต่อสัญญาเช่า, สิทธิ์การขายต่อ, เงื่อนไขการโอน
     
  4. คำนวณ ROI และ Yield
     
    • ROI = (รายได้รวม – ต้นทุนลงทุน) ÷ ต้นทุนลงทุน
       
    • Yield = รายได้จากค่าเช่า ÷ ราคาซื้อ
       
  5. เช็กค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
     
    • ค่าส่วนกลาง (CAM Fee)
       
    • ภาษีอสังหาริมทรัพย์
       
    • ค่าธรรมเนียมโอน

ตัวอย่างการคำนวณ Freehold vs Leasehold

Freehold:

  • ราคาซื้อ: 3,500,000 บาท
     
  • ค่าเช่า: 6% ต่อปี → 210,000 บาท/ปี
     
  • Capital Gain 5% ต่อปี → 175,000 บาท/ปี
     
  • รวมรายได้ต่อปี = 210,000 + 175,000 = 385,000 บาท
     
  • ROI ประมาณ 11% ต่อปี
     

Leasehold:

  • ราคาซื้อ: 2,800,000 บาท
     
  • ค่าเช่า: 5% ต่อปี → 140,000 บาท/ปี
     
  • Capital Gain 3% ต่อปี → 84,000 บาท/ปี
     
  • รวมรายได้ต่อปี = 224,000 บาท
     
  • ROI ประมาณ 8% ต่อปี

จะเห็นว่า Freehold ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ Leasehold เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีงบจำกัด

สรุป

  • Freehold = เป็นเจ้าของถาวร, ROI สูง, ขายต่อสะดวก
     
  • Leasehold = ราคาถูก, เหมาะกับทำเลดีแต่งบจำกัด, ต้องต่อสัญญา
     
  • นักลงทุนต่างชาติควรพิจารณาทั้ง งบประมาณ, ทำเล, และระยะเวลาถือครอง
     
  • การคำนวณ Yield, ROI และ Cash Flow เป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อ
     
  • เข้าใจสิทธิ์การถือครอง = ลดความเสี่ยง + ลงทุนคุ้มค่า
บทความที่เกี่ยวข้อง (3)